ในขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลกยังต้องพึ่งพาธรรมชาติ ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมการเกษตร การประมง การก่อสร้าง ไปจนถึงการผลิตพลังงาน ทว่าบนหน้าข่าวยังคงปรากฏเหตุการณ์ที่การดำเนินโครงการรัฐหรือภาคธุรกิจสร้างความสูญเสียต่อสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
หลายปีที่ผ่านมา ภาคการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชนเริ่มหันมาให้ความสนใจในประเด็นด้านความยั่งยืน การทำร้ายโลกให้น้อยลงได้กลายมาเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการดำเนินโครงการทั้งฝั่งนโยบายระดับประเทศและฝั่งธุรกิจ บางบริษัทมีการแต่งตั้งผู้บริหารด้านความยั่งยืน การประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือแม้แต่การออกตราสารหนี้สีเขียว (green bond) เพื่อนำไปดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ทั้งนี้ การจะมองว่าโครงการใดเป็นโครงการสีเขียวจำเป็นต้องดูองค์ประกอบหลายด้าน การสร้างเขื่อนพลังน้ำหรือฟาร์มโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง แต่ในอีกทางหนึ่งกลับสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ยิ่งถ้าหากว่า โครงการดังกล่าวไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนดั้งเดิมมีส่วนร่วมตัดสินใจด้านการกำกับดูแล รวมถึงไม่ได้ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้พื้นที่โดยรอบ ก็ยากที่จะบอกว่าโครงการเหล่านี้คือโครงการสีเขียวอย่างแท้จริง
หากจะดูว่าโครงการไหนมีส่วนร่วมกับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนหรือไม่ ในปัจจุบัน ประเทศไทยมี Thailand Taxonomy 2.0 เป็นเกณฑ์ที่ใช้เพื่อจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้วิธีจัดหมวดหมู่กิจกรรมต่างๆ ด้วยระบบสัญญาณไฟจราจร คือ เขียว (เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) เหลือง (อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน) และ แดง (ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)
รายงาน ‘Strengthening Thailand’s Taxonomy Phase II’ โดย ZSL Thailand และ บริษัท ป่าสาละ จำกัด ชี้ว่า Thailand Taxonomy 2.0 ได้กำหนดหลักการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm) และการคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards) เอาไว้ โดยโครงการที่อาจไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว สามารถจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เขียว” ได้ หากจัดทำแผนเยียวยาภายในกรอบเวลา 3 ปี
ช่องว่างตรงนี้เองที่มีโอกาสเสี่ยงเปิดให้เงินทุนไหลไปสู่โครงการที่ไม่ได้เป็นมิตรกับธรรมชาติหรือสังคมอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า การฟอกเขียว (greenwashing)
รายงานจึงได้นำเสนอชุดตัวชี้วัด ‘Do Less Harm’ หรือการลดผลกระทบเชิงลบให้น้อยลง หรือตัวชี้วัด ‘Do More Good’ หรือการเพิ่มผลกระทบเชิงบวก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และธนาคารในฐานะผู้ให้เงินสนับสนุนโครงการ

Do Less Harm (ลดผลกระทบเชิงลบ)
หมายถึง การตั้งรับเพื่อป้องกัน ลด หรือหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับธรรมชาติและสังคม ซึ่งเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่การไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม (No Net Loss)
ตัวอย่างในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้ยาฆ่าแมลง การควบคุมการปล่อยน้ำเสีย การป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่ม หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ตัวอย่างในด้านสังคม เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำ การจ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย หรือการไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
Do More Good (เพิ่มผลกระทบเชิงบวก)
หมายถึง การดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างผลประโยชน์เชิงสุทธิให้แก่ธรรมชาติและสังคม (Net Gain / Nature-positive) ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เคยถูกทำลาย และสร้างโอกาสใหม่ให้กลุ่มเปราะบาง
ตัวอย่างในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง หรือการทำเกษตรกรรมฟื้นฟู (regenerative agriculture)
ตัวอย่างในด้านสังคม เช่น การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การเปิดโอกาสให้ผู้พิการเข้าทำงานในสัดส่วนที่สูงขึ้น การนำหลักการ Free, Prior, and Informed Consent (FPIC) มาใช้กับชุมชนชาติพันธุ์ และการส่งเสริมเศรษฐกิจดูแลผู้สูงอายุ/เด็ก (care economy)
สำหรับธนาคาร ภาครัฐ และภาคเอกชน แนวคิด Do Less Harm และ Do More Good คือส่วนหนึ่งในการรับมือกับความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเงินจากวิกฤตการโลกรวน การถูกกล่าวหาว่าฟอกเขียว รวมถึงกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน การนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้เปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวและกองทุนระดับโลก ด้านภาครัฐ การผลักดันเรื่องนี้สามารถช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อีกทั้งขับเคลื่อนให้ประเทศบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนที่ตั้งไว้ได้
อยากรู้เพิ่มเติม อ่านงานศึกษาว่าด้วยการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศของไทย ได้ที่: Strengthening Thailand’s Taxonomy Phase II