ดังที่เล่าไว้ในบทความชุด “ประเด็นท้าทายการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต” ว่า IFC ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรทางการเงินของกลุ่มธนาคารโลก ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในปัจจุบันและอนาคต สำหรับใช้เป็นแนวทางการทำงานอย่างยั่งยืนขององค์กร เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงในทศวรรษใหม่ [1. IFC’s Sustainability Framework: From Policy Update to Implementation โดย International Finance Corporation, World Bank Group ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 2012 สามารถดาวน์โหลดได้จาก www.ifc.org/LOE-SustFramework] ซึ่งในบทความชิ้นนี้จะขอพูดถึงประเด็นที่ 2 คือเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กล่าวถึงไปแล้ว
ก่อนอื่นขอถามคำถามทุกท่านง่ายๆ ว่า . . .
คุณคิดว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร ? ก) เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรได้รับ ตลอดช่วงชีวิตของเขา ข) เป็นชุดของสิทธิพื้นฐานที่เป็นสมบัติติดตัวของทุกคนมา ในฐานะที่เพียงได้เกิดเป็นมนุษย์ ค) เป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้แก่คนจำนวนหนึ่งโดยประมุขของรัฐ ง) เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและกลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ดังนั้นสิทธิมนุษยชนของคนเอเชียย่อมแตกต่างจากสิทธิมนุษยชนของชาวยุโรป
ที่จริงแล้วจะเลือกตอบอย่างไรก็ไม่ผิด เพราะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มาก แต่หากว่ากันด้วยระบบขององค์การสหประชาติที่ผู้แทนนานาชาติยอมรับร่วมกันแล้ว ข้อ ข) จะถือเป็นข้อที่ถูกต้อง คือถือเป็นสิทธิสมบัติติดตัวมาแต่เกิดในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่ต้องกระทำการซึ่งให้ได้มา (Inherently Entitled)
โดยในระบอบกฎหมายนี้จะมี Universal Declaration of Human Rights (UDHR) เป็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่วางกรอบเบื้องต้นของแนวคิด
UDHR เกิดขึ้นมาจากที่ในตอนนั้นนานาชาติเจ็บช้ำมาก จากการฆ่าฟันกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จนมีประชาชนและทหารเสียชีวิตมากถึงประมาณ 50-80 ล้านคน จึงได้หันมาร่วมกันหาเครื่องมือและข้อตกลงร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้มหาโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยนาย John Peters Humphrey นักกฎหมายชาวแคนาดาเป็นหัวเรือหลักในการร่าง UDHR ขึ้นมา ซึ่ง Humphrey ได้เขียนกฎหมายฉบับนี้ไว้อย่างไพเราะลึกซึ้ง จนเรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
แต่ในระบบกฎหมายระหว่างประเทศฉบับต่างๆ อันเกิดเนื่องมาจากหลักการของ UDHR นั้น ผู้มีหน้าที่ปกป้องและเคารพสิทธิมนุษยชนกลับเป็นรัฐเท่านั้นโดย แต่ละรัฐก็ทำหน้าที่ดูแลให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชนระหว่างประชาชนของตัวเองผ่านกฎหมายภายในประเทศแบบรัฐใครรัฐมัน ซึ่งการมองในลักษณะนี้ทำให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาที่บรรษัทข้ามชาติต่างๆ มีขนาดและอำนาจใหญ่โตกว่าประเทศเล็กๆ บางประเทศ และประกอบกิจกรรมข้ามระหว่างรัฐ แต่กลับไม่มีเครื่องมือกฎหมายกำกับดูแลกิจกรรมทางธุรกิจของบรรษัทข้ามชาติอย่างชัดเจน
ช่องว่างของความรับผิดชอบ อำนาจ และกฎหมายนี้แสดงให้เห็นชัดเจนในกรณีข่าวฉาวก้องโลกที่รัฐบาลไนจีเรีย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนสัมปทานขุดเจาะน้ำมันของ บริษัท Royal Dutch Shell สั่งประหารแขวนคอนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นทั้งหมด 9 คนในปี 1995 โดยหนึ่งในนั้นคือนาย Ken Saro-Wiwa นักข่าวและนักเขียนชื่อดังระดับนานาชาติ ผู้เป็นแนวหน้าสร้างกระแสประท้วงคัดค้านการขุดเจาะของบริษัท Shell ในประเทศไนจีเรีย
Shell ได้เริ่มขุดเจาะน้ำมันในไนจีเรียตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 เป็นเจ้าของจุดขุดเจาะน้ำมันมากกว่า 90 จุดทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างมหาศาล เพราะท่อส่งน้ำมันที่วางพาดผ่านหน้าบ้านเรือนและที่ทำกินของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เกิดน้ำมันรั่วและไฟลุกระเบิด (Flare) เป็นภัยต่อชีวิตของประชาชนบ่อยครั้ง ทั้งคราบน้ำมันยังปนเปื้อน ทำให้ผืนดินและแหล่งน้ำถูกทำลาย ทำให้ชาวนาและชาวประมงต้องสูญเสียอาชีพ ต้องร่อนเร่ออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่การขุดเจาะสร้างรายได้ให้รัฐบาลไนจีเรียมากถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินกลับเข้ากระเป๋าของเหล่านักการเมืองเผด็จการที่กดขี่ทำร้ายประชาชน
โดยในปี ค.ศ.1996 ชาวไนจีเรียยังคงตายด้วยความอดอยาก โรคระบาด ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม ไม่มีไฟฟ้าใช้ คดีแขวนคอนักต่อต้านดังกล่าวจึงทำให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Amnesty International หรือ Human Rights Watch โจมตีสิ่ง Shell ทำร่วมกับรัฐบาลไนจีเรียอย่างรุนแรง
เรื่องตลกก็คือ ในเมื่อรัฐบาลเจ้าบ้านอย่างไนจีเรียไม่เอาผิด Shell การจะไปฟ้องที่ประเทศต้นสังกัดก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ไม่ได้มีหน้าที่จะไปปกป้องดูแลสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศอื่น ส่วนจะไปฟ้องศาลโลก ตัวกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้ผูกพันเอาผิดกับองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลเอาไว้
ท่านผู้อ่านพอเดาได้ไหมว่าสุดท้ายแล้วกลุ่มผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องที่ใคร ?
คำตอบคือเป็นศาลนิวยอร์คที่รับพิพากษาคดีนี้ ภายใต้กฎหมาย Alien Tort Claims ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกใช้ในการฟ้องร้องคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเกิดในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากศาลฎีกาสูงสุดพิพากษาด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ในปี 2004 ว่า ชาวต่างชาติสามารถฟ้องร้องคดีต่อศาลอเมริกาได้ในบางกรณีจำเพาะ เช่น อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการทรมาน โดยจำเลยที่อาจถูกเรียกมารับผิดชอบต่อคดีนั้นมีได้หลายประเภท ซึ่งรวมถึงบรรษัทข้ามชาติด้วย อย่างเช่น บริษัท Royal Dutch Shell ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ตาม
ในเดือนมิถุนายน ปี 2009 โจทก์ซึ่งเป็นญาติของผู้ถูกแขวนคอได้ยอมความ โดยรับเงินชดเชยค่าเสียหาย 15.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงจำนวนเงินจะไม่มาก แต่คดีนี้ถือเป็นคดีที่สำคัญ
ถึงแม้ว่าความพยายามที่จะผลักดันให้การเคารพสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เอาผิดธุรกิจได้โดยตรงในระบบของสหประชาชาติต้องล้มไป แต่ในปี 2011 คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ รับรองการก่อตั้งมาตรฐานตามความสมัครใจที่ชื่อว่า “UN Guiding Principles on Business and Human Rights”
เนื้อหาสำคัญของเอกสารทั้งสองฉบับประกอบด้วยแนวคิดที่มองเห็นว่า องค์กรธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อการเคารพ สิทธิมนุษยชน และรัฐบาลมีหน้าที่ต้องป้องกัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบุคคลที่ 3 ซึ่งรวมถึงองค์กรธุรกิจด้วย รวมทั้งควรสนับสนุนให้เหยื่อผู้ถูกละเมิดเข้าถึงช่องทางการเยียวยา ได้ดียิ่งขึ้นทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจริงๆ ก็เป็นการอธิบายอำนาจและหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศเดิมให้ชัดเจนขึ้น และชี้ระบุความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับธุรกิจที่ต้องร่วมกันดูแลป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เด่นชัดออกมา
โดยสาระสำคัญที่แท้จริงซึ่งไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มาตรฐานแนวปฏิบัติข้อที่ 7 (หน้า 9) ซึ่งมีคำอธิบายมาตรฐานอย่างเป็นทางการระบุว่า ในยามสถานการณ์ขัดแย้งที่ “รัฐประเทศเจ้าบ้าน” ของการดำเนินธุรกิจนั้น ไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนของตัวเองได้ ในกรณีของบรรษัทข้ามชาติ ให้ “รัฐประเทศต้นทาง” มีบทบาทต้องช่วยองค์กรธุรกิจและประเทศเจ้าบ้านดูแลให้บริษัทจากประเทศตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกันก็ให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ด้วย
ถึงแม้จะเป็นก้าวที่ไม่ได้มั่นคงมากนัก คือไม่ใช่เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเอาผิดต่อการละเมิดของธุรกิจอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของคณะมนตรีฯ ที่มองเห็นว่า ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนนั้นหมายรวมถึงภาคธุรกิจด้วย และรัฐเป็นประเทศต้นทางก็ไม่ควรจะเพิกเฉยต่อการกระทำของธุรกิจจากประเทศตัวเองในประเทศอื่น ซึ่งธุรกิจจำนวนมากก็ขานรับมาตรฐานนี้ และนำไปประกาศใช้ในองค์กรตัวเอง เช่นเดียวกับรัฐบาลประเทศต่างๆ
เรียกว่าเป็นก้าวเล็กๆ ที่มีความสำคัญสู่แนวทางการสร้างหลักประกันด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจต่อไปในอนาคต